LANNAWEB.COM
 MAINMENU
 LASTNEWS

 สถิติวันนี้ 21 คน
 สถิติเมื่อวาน 10 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
147 คน
147 คน
838 คน
เริ่มเมื่อ 2020-11-11
 
*** คลิ๊กขวา ในแต่ละช่องที่ต้องการเปลี่ยนภาพ พื้นหลัง แล้วเลือก Style Sheet Css (ไอคอนสีเหลือง) เสร็จแล้วค่อยลบข้อความนี้ ***
##detail##
กษัตริย์อาณาจักรล้านนา
 พญามังรายมหาราช กษัตริย์องค์ที่ 1 แหล่งล้านนานคร ครองราชย์ ปี พ.ศ. 1839-1860
      เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 25 แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงลาวเมื่อ พ.ศ. 1802 และต่อมาทรงสร้างอาณาจักรล้านนาเมื่อ พ.ศ. 1839 จึงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักร เมื่อเสวยราชย์สืบจากพระราชบิดาใน พ.ศ. 1804 พญามังรายหมายพระทัยจะสร้างพระราชอาณาจักรใหม่ จึงทรงรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ที่ดำรงตนเป็นอิสระให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยทรงเริ่มพระราชภารกิจในหัวเมืองฝ่ายเหนือก่อน แล้วขยายมาฝ่ายใต้

ทรงสร้างเมืองเชียงรายเป็นเมืองหลวงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1805 และทรงสร้างเมืองฝางเมื่อ พ.ศ. 1816, เมืองชะแว ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลำพูน เมื่อ พ.ศ. 1826, และเวียงกุมกาม ซึ่งบัดนี้อยู่คาบอำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 1829 เมื่อสร้างเมืองใหม่พญามังรายจะประทับอยู่ เมื่อพญามังรายทรงได้เมืองหริภุญไชย ขุนคราม พระราชบุตรพระองค์ที่สองของพญามังราย ก็ตีนครเขลางค์ (ลำปาง) ได้ใน พ.ศ. 1839 ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ พระราชทานนามเมืองเชียงใหม่ว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" และโปรดให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรใหม่นับเป็นการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นโดยปริยาย ซึ่งนักประวัติศาสตร์ขนานชื่อตามพระนามพระองค์ว่า ราชวงศ์มังราย และพญามังรายก็ทรงชื่อว่าเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์และอาณาจักรทั้งสอง

อาณาเขตของล้านนาในรัชกาลพญามังราย ทางเหนือถึงเชียงรุ่งและเชียงตุง, ตะวันออกถึงน้ำโขง แต่ไม่รวมเมืองพะเยา เมืองน่าน และเมืองแพร่, ทิศใต้ถึงนครเขลางค์, และตะวันตกถึงอาณาจักรพุกาม (พม่าและมอญ)  

พญามังรายทรงมีสัมพันธไมตรีกับพญางำเมือง พระมหากษัตริย์แห่งแคว้นพะเยา และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย โดยเป็นศิษย์สำนักเดียวกันที่เมืองละโว้ ทั้งสามพระองค์เป็นพระสหายร่วมสาบานกันด้วย

พ.ศ. 1819 พญามังรายทรงยกทัพไปตีเอาเมืองพะเยา แต่เมื่อไปถึง พญามังรายกับพญางำเมืองกลับเป็นไมตรีต่อกัน ทำให้ข้อขัดแย้งสิ้นสุดลง หลังจากนั้นไม่นาน พ่อขุนรามคำแหงกับพระมเหสีของพญางำเมืองเป็นชู้กัน พญางำเมืองเชิญพญามังรายมาตัดสิน ทำให้พญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหงกลับเป็นมิตรกันดังเดิม

พญามังรายจะทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาที่เมืองเชียงใหม่ ก็ทรงปรึกษากับพระสหายทั้งสอง พ่อขุนรามคำแหงทรงแนะนำว่า ควรลดขนาดเมืองลงครึ่งหนึ่งจากเดิมวางผังให้ยาวด้านละสองพันวา เพราะเมื่อเกิดศึกสงครามในอนาคต ผู้คนที่ไม่มากพอจะไม่อาจปกปักรักษาบ้านเมืองที่กว้างขวางถึงเพียงนั้นได้ และพญามังรายทรงเห็นชอบด้วย

มิตรภาพระหว่างพระมหากษัตริย์ทั้งสามพระองค์นี้ ทำให้แต่ละพระองค์ทรงสามารถขยายดินแดนไปได้อย่างไม่ต้องทรงพะวงหน้าพะวงหลัง

ในการปกครองบ้านเมือง พญามังรายทรงอาศัยประมวลกฎหมายที่เรียก "วินิจฉัยมังราย" หรือ "มังรายศาสตร์" ซึ่งเป็นราชศาสตร์ (พระราชบัญญัติประกอบพระธรรมศาสตร์) อันกลั่นกรองมาจากคำวินิจฉัยที่พระมหากษัตริย์มีไว้ แล้วประมวลเข้าเป็นหมวดเป็นหมู่ ในรัชกาลพญามังราย วินิจฉัยมังรายมีเพียงยี่สิบสองมาตรา ประกอบด้วย เรื่องการหนีศึก ความชอบในสงคราม หน้าที่ของไพร่ในอันที่จะต้องเข้าเวรมาทำงานหลวงสิบวัน กลับบ้านไปทำไรไถ่นาสิบวัน สลับกันไป และเรื่องที่ดิน

พญาไชยสงครามกษัตริย์องค์ที่ 2 แหล่งล้านนานคร  ครองราชย์ ปี พ.ศ.1854-1861

พญาไชยสงครามเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในพญามังราย มีพระนามเดิมว่าเจ้าขุนคราม เสวยราชย์สืบสันตติวงศ์เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรล้านนาสืบต่อจากพระราชบิดา ในปี พ.ศ. 1860 ขณะขึ้นเสวยราชย์พระองค์มีพระชนมายุได้ 55 พรรษา พญาไชยสงครามนับเป็นปิยราชโอรส เพราะทรงเป็นเสมือนพระพาหาเบื้องขวาของพญามังรายพระราชบิดา ในการสถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระองค์ทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถ หลังจากที่ทรงมีชัยชนะต่อพญาเบิก เจ้าผู้ครองนครหริภุญชัย ในการยุทธครั้งใหญ่เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๓๙ แล้วพระราชบิดาก็สถาปนาให้เป็นมหาอุปราช และโปรดพระราชทานเมืองเชียงดาวให้เป็นบำเหน็จรางวัลอีกด้วย

พระเจ้าไชยสงครามมีพระมเหสีหลายองค์ และมีพระราชโอรส 3 พระองค์ คือ เจ้าท้าวแสนภู เจ้าท้าวน้ำท่วม เจ้าท้าวงั่ว พระราชโอรสทั้งสามนี้เมื่อทรงจำเริญวัยขึ้นแล้ว พระราชบิดาได้ส่งเข้ามาเล่าเรียนศึกษาศิลปะวิทยาการและราชประเพณีในราชสำนักของพญามังรายผู้เป็นพระราชอัยกา ซึ่งพญามังรายก็ได้มีพระมหากรุณาธิคุณแก่พระราชนัดดาทั้งสามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพญาไชยสงครามได้ขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ก็ทรงจัดการบ้านเมืองในเมืองเชียงใหม่ได้ ๔ เดือน พระองค์ไม่โปรดที่จะประทับอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ จึงได้สถาปนาให้เจ้าท้าวแสนภูพระราชโอรสพระองค์โตขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ ในยุคนี้เมืองเชียงใหม่ได้ลดฐานะเป็นเพียงเมืองลูกหลวง พญาไชยสงครามองค์พระประมุขทรงย้ายราชธานีไปอยู่ที่เมืองเชียงราย และทรงแต่งตั้งให้เจ้าท้าวน้ำท่วมพระราชโอรสพระองค์กลางไปครองเมืองฝาง ให้พระราชโอรสพระองค์เล็กคือเจ้าท้าวงั่วไปครองเมืองเชียงของแล้วครองราชย์ถึงปี 1868

พญาแสนภูกษัตริย์องค์ที่ แห่งล้านนานคร ครองราชย์ ปี พ.ศ.1861-1862
      ในการปกครองบ้านเมือง พญามังรายทรงอาศัยประมวลกฎหมายที่เรียก "วินิจฉัยมังราย" หรือ "มังรายศาสตร์" ซึ่งเป็นราชศาสตร์ (พระราชบัญญัติประกอบพระธรรมศาสตร์) อันกลั่นกรองมาจากคำวินิจฉัยที่พระมหากษัตริย์มีไว้ แล้วประมวลเข้าเป็นหมวดเป็นหมู่[8] ในรัชกาลพญามังราย วินิจฉัยมังรายมีเพียงยี่สิบสองมาตรา ประกอบด้วย เรื่องการหนีศึก ความชอบในสงคราม หน้าที่ของไพร่ในอันที่จะต้องเข้าเวรมาทำงานหลวงสิบวัน กลับบ้านไปทำไรไถ่นาสิบวัน สลับกันไป และเรื่องที่ดิน

 พญาแสนภู ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์มังรายลำดับที่ 3 ทรงเป็นราชบุตรองค์แรกของพญาไชยสงคราม เหตุที่ชื่อแสนภู เพราะเกิดบนภูดอยทรงพระประสูติ ณ เวียงหิรัฐนครเงินยาในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 มีพี่น้องร่วมพระราชบิดาและพระราชมารดาเดียวกัน 3 พระองค์  คือ เจ้าแสนภู  เจ้าน้ำท่วม  และเจ้าน้ำน่าน(ท้าวงั่ว)  ในขณะทรงพระเยาว์  ได้ติดตามพระราชบิดาไปพำนักที่เมืองเชียงราย

          ในปี จศ.649 หรือ พ.ศ.1830 ในขณะที่พญามังรายครองเวียงกุ๋มก๋วมหรือกุมกาม พญามังคามครองเมืองเชียงราย  ปล่อยให้เวียงเงินยางว่างเว้นเจ้าเมืองปกครอง  พญามังรายจึงมีบัญชาให้เจ้าแสนภูกลับไปฟื้นฟูเมืองเงินยางให้เหมือนเดิม  ดังนั้นพญาแสนภูจึงได้นำครอบครัวเสนาอำมาตย์  ประชาราษฎร  ลงเรือเสด็จล่องตามลำแม่น้ำกกจากเมืองเชียงรายสู่เมืองเงินยางในปี  พ.ศ. 1830วันอังคาร  เดือน 3  ออก  5 ค่ำ  หรือประมาณเดือนธันวาคม  เป็นเวลา 7  วัน  จึงออกสู่แม่น้ำโขงและแวะพักที่เวียงปรึกษา  (เชียงแสนน้อย) เดือน 3  ออก 13 ค่ำ  จึงได้เสด็จสู่เมืองเงินยาง

         พ.ศ. 1831  พระองค์ได้นำอาณาประชาราษฎร  ขุดคูก่อสร้างกำแพงเมืองตามแนวคันหินเดิม

         พ.ศ. 1833   ได้สร้างวัดเจดีย์หลวงทับวัดเดิม   คือ วัดหลวง

         พ.ศ. 1838  ได้สร้างวัดป่าสักไว้นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก

การเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

          เมื่อครั้งที่ พญาไชยสงคราม พระราชโอรสในพญามังรายมหาราชได้ทรงครองราชย์สมบัติเพียง 4 เดือนเท่านั้นก็ทรงจัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้วทรงมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าแสนภู พระราชโอรสปกครองเมืองเชียงใหม่แล้ว ทรงโปรดเกล้าให้เจ้าท้าวน้ำท่วม ราชบุตรองค์กลางให้ไปครองเมืองฝาง ส่วนท้าวงั่วหรือท้าวน้ำน่านราชบุตรองค์เล็กโปรดให้ไปครองเมืองเชียงของ ส่วนพระองค์เองกลับเสด็จไปปกครองเมืองเชียงรายดังเก่า  ต่อมาเจ้าขุนเครือพระอนุชาในพระญาไชยสงครามซึ่งทรงปกครองเมืองนายอยู่นั้น ครั้นได้ทราบข่าวว่าพระราชบิดาสวรรคต และพญาไชยสงครามพระเชษฐาธิราชทรงยกเมืองเชียงใหม่ให้พระราชนัดดาคือเจ้าแสนภูทรงปกครอง ก็มิทรงพอพระทัยเจ้าขุนเครือจึงทรงจัดแต่งรี้พลชาวไทยใหญ่ของพระองค์เตรียมจะยกมาชิงราชสมบัติ  เจ้าขุนเครือ ทรงยกพลมาถึงเวียงกุมกาม พักพลอยู่ ณ ทุ่งข้าวสาร ก็ทรงจัดทำเครื่องบรรณาการของฝากส่งไปถึงเจ้าแสนภูและสั่งบอกไปว่าพระองค์ทรงมาถวายพระศพพญามังรายมหาราชผู้ทรงเป็นพระราชบิดาในพระองค์  จากนั้นเจ้าขุนเครือก็ทรงแต่งไพร่พลโดยพระองค์เองแต่งเครื่องทรงอย่างจะออกศึกไปดักที่ประตูเชียงใหม่ และอีกพวกหนึ่งดักอยู่ที่ประตูสวนดอก เพื่อคอยจับกุมตัวเจ้าแสนภูไปเป็นประกันเพื่อชิงราชสมบัติ  เจ้าแสนภูในขณะนั้นทรงมีพระชนม์ได้ 41 พรรษา ทรงทราบว่า เจ้าขุนเครือ เจ้าอาของพระองค์นั้นมุ่งประสงค์จะช่วงชิงราชสมบัติเพื่อครองเมืองนครพิงค์ที่พระองค์ครองอยู่  เจ้าแสนภูจึงทรงจัดแจงอพยพพระราชวงศ์เสด็จหนีออกทางประตูหัวเวียงไปทางเวียงเชียงโฉมในเวลาเที่ยงคืน เนื่องจากทรงไม่มีพระราชประสงค์ที่จะสู้รบกับเจ้าอาผู้มีสายพระโลหิตเดียวกันและมิทรงอยากให้ผู้คนล้มตาย  พระองค์จึงได้เสด็จเลยไปหาเจ้าท้าวน้ำท่วมผู้เป็นพระอนุชาไปยังเมืองฝางแจ้งเหตุการณ์ให้ทราบตามที่เป็นจริงแล้วต่อจากนั้นก็เสด็จเลยไปถึงเมืองเชียงรายเข้าเฝ้าพระราชบิดาก็คือพญาไชยสงครามเพื่อทูลแจ้งให้ทรงทราบ ส่วนฝ่ายเจ้าขุนเครือก็ทรงขึ้นครองนครพิงค์ตามที่ตั้งพระทัยไว้แต่แรก ต่อมาพญาไชยสงครามพระราชบิดาในเจ้าแสนภูทรงทราบเรื่องก็ทรงพิโรธ ที่ถูกพระอนุชากระทำให้เสียน้ำพระทัย พญาไชยสงครามก็ได้แต่งพลโยธาแล้วสั่งให้เจ้าท้าวน้ำท่วมผู้ครองเมืองฝางยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่คืน เป็นวันอังคารแรม 13 ค่ำ เดือน 5 เวลาใกล้รุ่ง กองทัพของเจ้าท้าวน้ำท่วมก็มาพักอยู่ที่ตำบลทุ่งแสนตอ พอได้เวลาสมควรท้าวน้ำท่วมผู้เป็นแม่ทัพก็ทรงแต่งกลศึกอันมีชื่อว่า “กลราชปัญญา” คือแต่งกลให้คนเอาเครื่องศึกซ่อนในหาบ หาบไปเหมือนดังจักไปเข้าเวรรั้งเมือง คนหาบเหล่านี้มีหลายคนต่างก็แยกย้ายเข้าประจำอยู่ทุกประตูเมือง ครั้นแล้วก็ทรงแต่งพลศึกยกเรียงรายกันเข้าตั้งล้อมเมืองเอาไว้ดุจจะเข้าตีในทันทีทันใด ชาวนครทั้งหลายก็ถูกเกณฑ์ให้เข้าประจำรักษาประตูต่างๆตามหน้าที่  ครั้นถึงเวลาได้ฤกษ์งามยามดี เจ้าท้าวน้ำท่วมกับทหารร่วมใจก็ลอบยกเข้าไปถึงประตูเมือง  คนที่ล้อมตัวเป็นผู้รักษาประตูก็เปิดรับ เจ้าท้าวน้ำท่วมเข้าเมืองได้ในคืนนั้นสั่งไพร่พลให้จุดไฟขึ้น กองทัพที่ล้อมเมืองก็โห่ร้องตีฆ้องกลองขึ้นอีกกะทึกแล้วกรูกันเข้าเมืองพร้อมกับยิงปืนสนั่นหวั่นไหว ผู้คนแตกตื่นกันชุลมุนไปหมด  เจ้าขุนเครือนั้นเสพสุราเมานอนหลับอยู่ เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ยกทัพมาตีเอาเมืองง่ายๆ เจ้าท้าวน้ำท่วมสั่งให้ทหารจับกุมตัวเจ้าขุนเครือทันที ครั้นแล้วก็สั่งให้นำไปขังไว้ที่มุมเมืองด้านตะวันตกเฉียงใต้แต่เป็นนอกเวียงชื่อว่า แจ่งกู่เฮือง ให้หมื่นเรืองเป็นผู้ควบคุมรักษามิให้หลบหนีไปได้ ตำบลที่เจ้าท้าวน้ำท่วมใช้เป็นที่คุมขังเจ้าขุนเครือผู้เป็นเจ้าอานี้ ภายหลังได้ชื่อว่า ตำบลขวงเชียงเรือง สืบต่อมาเจ้าท้าวน้ำท่วมกับไพร่พลโยธา ตีได้เมืองเชียงใหม่และจับได้ตัวเจ้าขุนเครือไปขังไว้แล้ว ก็ได้ปราบปรามทหารของเจ้าขุนเครือซึ่งเป็นเงี้ยวมาจากเมืองนายล้มตายจำนวนมาก เมื่อเจ้าท้าวน้ำท่วมตีได้เมืองแล้วก็จัดการพลเมืองอยู่ในปกติ แล้วก็ทรงส่งข่าวให้พระราชบิดาที่เมืองเชียงรายทราบ พญาไชยสงครามได้ทราบข่าวก็ทรงดีพระทัยและทรงรีบกลับเมืองเชียงใหม่ในทันทีอีกทั้งยังทรงจัดการปราบดาภิเษกเจ้าท้าวน้ำท่วมให้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แต่นั้นมา ในขณะที่เจ้าท้าวน้ำท่วมทรงมีพระชนม์ได้ 30 พรรษาแต่มีความสามารถปราบศัตรูได้สำเร็จ แต่ทรงครองราชย์ได้ 2 ปีพญาไชยสงครามพระราชบิดาเกิดระแวงว่าจะเป็นกบฏจึงได้มอบอำนาจให้ท้าวงั่วผู้เป็นอนุชาไปคุมตัวท้าวน้ำท่วมส่งไปปกครองเมืองเขมรัฐเชียงตุง พวกเขินชาวเมืองเขมรัฐก็เลยราชาภิเษกท้าวน้ำท่วมเป็นเจ้าผู้ครองเขมรัฐโชติตุงคบุรีในปีนั้น เจ้าขุนเครือถูกขังอยู่ 4 ปีก็สิ้นพระชนม์ในที่คุมขัง พญาไชยสงครามจึงทรงยกให้เจ้าแสนภูขึ้นครองเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง 

          เมื่อพญาแสนภูเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ล้านนา ในปี พ.ศ.1868 พระองค์เสด็จไปประทับที่เมืองเชียงรายโดยแต่งตั้งให้ท้าวคำฟู โอรสครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาราว พ.ศ. 1877 พญาแสนภูโปรดให้สร้างเมืองเชียงแสนขึ้นในบริเวณเมืองเงินยาง (เมืองรอย ก็ว่า) ครั้นสร้างเมืองเชียงแสนแล้ว พญาแสนภูก็ประทับอยู่ที่เชียงแสนตลอดพระชนม์ชีพ การสร้างเมืองเชียงแสนขึ้นนั้น ก็เพื่อป้องกันข้าศึกด้านเหนือ เพราะเชียงแสนตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและสามารถใช้แม่น้ำโขงเป็นคูเมืองตามธรรมชาติได้ ตัวเมืองมีกำแพงกว้าง 700 วา ยาว 1500 วา มีป้อมรายล้อมเมือง 8 แห่ง

             เมืองเชียงแสนมีอาณาเขตติดต่อกับเมืองต่างๆ คือ เมืองเชียงราย เมืองฝาง เมืองสาด เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง และเมืองเชียงของ เชียงแสนจึงเป็นศูนย์กลางของเมืองตอนบน โดยมีหน้าที่ควบคุมหัวเมืองต่างๆ ที่รายล้อม


    การพัฒนาเมืองเชียงแสนให้น่าอยู่ การจัดการท่องเที่ยวโบราณสถานเมืองเชียงแสนซึ่งเป็นประตูหน้าด่านอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชียงแสนทางด้านประวัติศาสตร์เดิมเคยมีผู้อาศัยมาราวพุทธศตวรรษที่ 17-18  การก่อตั้งชุมชนที่อยู่ในที่ดอนติดแม่น้ำโขง พญาแสนภูกษัตรย์ราชวงค์มังรายทรงสร้างเมืองเชียงแสน ซึ่งต่อมาเมืองเชียงแสนเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรล้านนากษัตรย์ราชวงค์มังราย ศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งอาณาจักรล้านนาถูกพม่ายึดครองพุทธศักราช 2101 เมืองเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาและยุทธศาสตร์เมืองบริวารของอาณาจักรที่ควบคุมตอนบนของหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมืองเชียงแสนได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการค้าต่างประเทศ โดยเชียงแสนได้รับการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจังหวัดเชียงราย ภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion - GMS) เมืองเชียงแสนเป็นเมืองโบราณทีมีอายุเก่าแก่ที่สุดของแคว้นล้านนา หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแสดงให้ปรากฎว่าเมืองเชียงแสนมีการพัฒนาเนื่องจากเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจการปกครอง ศาสนาและศิลปกรรม เมืองเชียงแสนในปัจจุบันได้มีการยกฐานะเป็นอำเภอเชียงแสนที่เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ในปี 2500 อำเภอเชียงแสนได้มีการพัฒนาอนุรักษ์โบราณสถานและวัตถุโบราณมานาน กรมศิลปากรได้มีการบูรณะ จัดสภาพภูมิทัศน์รอบโบราณสถานขึ้นเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อการสงวนรักษาคุณค่าที่เป็นมรดกของล้านนาและเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมชองล้านนาที่มีความสำคัญของประเทศไทย โบราณสถานของเมืองเชียงแสนทั้งภายในและนอกเมืองส่วนใหญ่ได้รับการขุดค้น ขุดแต่ง บูรณปฏิสังขรณ์ และปรับปรุงภูมิทัศน์แล้ว โดยเฉพาะกำแพงเมือง ป้อม คูเมือง รวมถึงวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยนโยบายของทางจังหวัดที่ผลักดันเชียงแสนขึ้นเป็นแหล่งมรดกโลก เมืองเชียงแสนปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นเมือง เนื่องจากเป็นที่ตั้งของตัวอำเภอเชียงแสนและเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน พื้นที่เต็มไปด้วยอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งของส่วนราชการและเอกชน รวมถึงบ้านเรือนราษฎร ร้านค้า ตลาด ท่าเรือ วัด สถานศึกษา บ้านพักและรีสอร์ท หน่วยงานด้านการค้า ศุลกากร การท่องเที่ยว และพิพิธภัณฑ์ โดยมีโบราณสถานแทรกตัวอยู่เป็นระยะพื้นที่ด้านทิศใต้ภายในเมืองมีสภาพเป็นชุมชนหนาแน่นน้อยกว่าพื้นที่ด้านทิศเหนือ บางส่วนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งทำนา ทำไร่ และสวนผลไม้ พื้นที่นอกเมืองส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม บางส่วนเป็นชุมชนเมือง นิคมอุตสาหกรรม และป่าไม้ สถานที่สำคัญต่างๆ ของเชียงแสนล้วนมีประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์และตำนานท้องถิ่น พื้นที่ภายในและโดยรอบเชียงแสนมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย ทั้งทางประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งยังเป็นแหล่งค้าขายระหว่างประเทศที่สำคัญ มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจมากมาย แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ เช่น เมืองโบราณเชียงแสน เมืองโบราณเชียงแสนน้อย วัดเจดีย์หลวง วัดพระธาตุจอมกิตติ วัดพระธาตุผาเงา วัดป่าสัก วัดพระเจ้าล้านทอง วัดพระยืน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน น้ำตกบ้านไร่ สบรวกหรือสามเหลี่ยมทองคำ เวียงเชียงเมี่ยงหรือเวียงสบรวก พระธาตุดอยปูเข้า หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น เวียงหนองล่ม ทะเลสาบเชียงแสน และยังเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ไทยวน ไทลื้อ อู่โล้อาข่าดอยสะโง้ ม้งขาวบ้านธารทอง เย้าบ้านห้วยกว๊าน ส่วนประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวเชียงแสน เช่น ปอยหลวง ทานสลาก สืบชะตาเมือง พ.ศ. 2530 เมืองเชียงแสนได้รับการบรรจุเป็นโครงการบูรณะและอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์แห่งชาติ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 มีเป้าหมายที่จะสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเชียงแสนและบริเวณในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อการดำเนินงานปรับปรุงบูรณะโบราณสถานและสภาพภูมิประเทศ ให้เกิดบรรยากาศ เพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมชองชุมนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์สูงสุด
Copyright @ 2007, By : Lannaweb.com
Design by: Sunlight webdesign